เรื่องราวความสำเร็จของอาพริเลีย

 

 

เกิดมาเพื่อการแข่งขัน

จากการกวาดรางวัล กรังด์ปรีซ์ 294 รายการใน โรด เรสซิง เวิลด์ แชมเปียนชิพ (Road Racing World Championship) อาพริเลียเป็นเจ้าของสถิติที่ได้รับชัยชนะมากที่สุดเหนือผู้ผลิตรถสัญชาติยุโรปอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่มากที่สุด นอกจากนี้ยังชนะรางวัลในการแข่งขันระดับโลก อีกกว่า 54 รายการ ได้แก่ โรด เรสซิง เวิลด์ แชมเปียนชิพ 38 รายการ ( 20 ครั้งใน รุ่น 125 ซีซี และ 18 ครั้งในรุ่น 250 ซีซี ) 7 รายการในประเภทซุปเปอร์ไบค์ (Superbike) ( ทั้งนักขับและผู้ผลิตชนะเลิศในปี 2010 2012 และ 2014 และ ผู้ผลิตชนะเลิศใน ปี 2013) และ 9 รายการในประเภท ออฟโรด (Off Road) (7 ครั้งในซุปเปอร์โมโต และ 2 ครั้งในรายการไทรอัล).
 
ในเดือนธันวาคมปี 2004 อาพริเลียได้เข้าร่วมเครือพิอาจิโอ กรุ๊ป และด้วยการจัดองค์กรใหม่ของโนอาเล เรซซิ่ง (Noale Racing Division) จึงทำให้แบรนด์จากเมืองเวเนโตได้รับชัยชนะมากมายในการแข่งขันมอเตอร์ไซด์ระดับเวิลด์ แชมเปียนชิพ และทำให้กีฬานี้ให้เป็นที่แพร่หลาย จากการหวนคืนกลับมาของการแข่งขันประเภทออฟโรดและการแข่งขันระดับโลก จนกระทั่งอาพริเลียได้เปิดตัว Aprilia RSV4 ในการแข่งขัน เวิลด์ ซุปเปอร์ไบค์ (World Superbike) ในปี 2009.

 

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ อาพริเลียได้กวาดชัยชนะระดับโลกมากมายทั้งจากการแข่งขันในประเทศและรายการในยุโรป ทุกสุดสัปดาห์ทั่วโลกจะมีรถมอเตอร์ไซด์อาพริเลียลงสนามแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้แก่วงการแข่งรถของอิตาลีและยุโรป สนองความฝันของสิงห์นักบิดในการแข่งขันและสร้างนักบิดรุ่นเยาว์ให้เติบโต พร้อมที่ลงประชันความเร็วในสนามระดับโลก.
Top

ยุค 60 - 70

อาพริเลียเริ่มผลิตมอเตอร์ไซด์ช่วงปลายยุค 60 และในปี 1970 ได้เริ่มผลิตจักรยานยนต์แบบ โมโตครอส “ฟิฟตี้” (Fifty) ซึ่งได้รับการพัฒนามาเป็นรุ่น 125 ซีซี จนกระทั่งเข้าร่วมการแข่งขันจักรยานยนต์แบบโมโตครอสครั้งแรกช่วงกลางยุค 70.
หลังจากมีการเปิดตัวกีฬาโมโตครอสในปี 1975 อาพริเลียลงแข่งขันรถจักรยานยนต์รายการเวิลด์ แชมเปียนชิพ ท้าทายเจ้าสนามชาวญี่ปุ่นในรุ่น 250 ซีซีที่มีการแข่งขันสูงมาก.

Top

ยุค 80

ในปี 1985 จักรยานยนต์คันแรกมีโครงคานคู่ที่ทำด้วยอลูมิเนียม อัลลอยคู่กับโช้ค Marzocchi และ โช้คหลังแบบโมโนช็อค (Mono-Shock) ที่ติดตั้งบนระบบกันสั่นสะเทือนแบบ โปรลีเวอร์ (Pro lever) มอเตอร์เป็นแบบ 2T Rotax 2 กระบอกสูบพร้อมกระบอกสูบแบบนอน ในการแข่งขันเปิดตัวเมื่อ วันที่ 23 มีนาคม 1985 ในเมือง ไคอาลิมี (Kyalami ) ในแอฟริกาใต้ โลริส เรจีอานี (Loris Reggiani) เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 12 และตลอดการแข่งขัน จักรยานยนต์ของเค้าแสดงศักยภาพได้ดีมากจนเรจีอานีสามารถครองอันดับ 3 ในการแข่งขันที่รีเยคา (Rijeka) และที่อีโมลา (Imola).

 

ในปี 1987 อาพริเลีย 250 ไต่อันดับขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยโครงช่วงล่างแบบใหม่และการพัฒนาเครื่องยนต์ จึงทำให้รถรุ่นนี้เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 ที่ ซาลซ์บูร์ก (Salzburg) และ รีเยคา (Rijeka) ชัยชนะนั้นอยู่แค่เอื้อมและในที่สุดก็คว้าชัยชนะมาได้ที่เมืองมิซาโน (Misano) โดยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 1987 เรจีอานี ขี่ AF1 250 ซีซี คว้าชัยชนะครั้งแรกในการแข่งขันกรังด์ปรีซ์.

 

ในปี 1988 อาพริเลียเริ่มเข้าแข่งขันในรุ่น 125 ซีซี และครองโพเดียมครั้งแรก ใน เฟรนช์ จีพี ในรุ่นความจุถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร.

Top

ปี 90-95

ไม่กี่ฤดูกาลต่อมา ด้วยความกระหายในชัยชนะ จึงมีการพลิกโฉม อาพริเลีย 250 ซีซีใหม่ โดยเริ่มจากชื่อ ส่งผลให้ RS250V ถือกำเนิดขึ้นเพื่อใช้สำหรับการแข่งขันฤดูกาลปี 1991 จักรยานยนต์โฉมใหม่นี้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่ง ผู้คว้าชัยชนะแรกคือ ชิลี (Chili) จากสนามแข่งที่ แอสเซน (Assen) และติดตามมาด้วย เรจีอานี ที่สนามพอล ริคาร์ และนักแข่งตัวเก่งก็ถือกำเนิดขึ้นเมื่อแมกซ์ บิอาจี้ (Max Biaggi) คว้าแชมป์รายการ ยูโรเปียน แชมเปียนชิพ รุ่น 250 ซีซี.

 

ในปี 1991 เป็นครั้งแรกที่อาพริเลียได้รับชัยชนะครั้งแรกในรุ่น 125 ซีซี เมื่ออเลสซานโดร กรามินี (Alessandro Gramigni ) คว้าชัยชนะที่ประเทศเชคโกสโลวาเกีย.

 

ในปี 1992 อาพริเลียได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในรายการ เวิลด์ แชมเปียนชิพ มอเตอร์ไซเคิล เรซซิ่ง เมื่ออเล็ก กรามินี (Alex Gramigni) เป็นแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซี และอยู่อันดับต้นในรุ่น 250 ซีซี จากซิลิที่ได้รับชัยชนะที่ฮอคเคนไฮม (Hockenheim) แอซเซน (Assen) และ โดนิงทัน (Donington) จากเรจีอานี ที่เฆเรส (Jerez) และที่มาญี่ คูร์ (Magny Cours) ในขณะที่น้องใหม่อย่าง บิอาจี้ ก็ชนะเลิศการแข่งขันจีพี (GP) เป็นครั้งแรกที่ไคอาลิมี (Kyalami) นอกจากนี้ อาพริเลียยังได้รับรางวัล เวิลด์ แชมเปียนชิพ 2 รายการออฟโรด เมื่อทอมมี่ อาวาลา (Tommy Avhala) ได้ครองมงกุฎ เวิลด์ ไทรอัล แชมเปียนชิพ (World Trial Champion) จากการขี่จักรยานยนต์รุ่นอาพริเลียไคลม์เบอร์ (Aprilia Climber) และอาพริเลียได้รับรางวัลยอดเยี่ยมสาขาผู้ผลิต หลังปี 1993 เป็นที่ทราบทั่วกันว่าศักยภาพของอาพริเลียรุ่น 250 ซีซี และ 150 ซีซีนั้นแข่งแกร่งมากแต่เป็นที่น่าเสียดายที่พลาดรางวัลในปีนี้ ต่อมาในปี 1994 ปีแห่งการเฉลิมฉลองก็มาถึง เมื่อแมกซ์ บิอาจี้ (Max Biaggi) ได้รับชัยชนะในออสเตรเลีย มาเลเซีย ฮอลแลนด์ สาธารณรัฐเชค และบาร์เซโลน่า และได้ครองแชมป์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ รุ่น 250 ซีซี ด้วยรถของเขานั่นคืออาพริเลีย.

 

ในปีเดียวกันนั้นเอง คาซึโตะ ซาคาคะ (Kazuto Sakata) ได้ตำแหน่ง เวิลด์ แชมเปียน จากอาพริเลียรุ่น 125 ซีซี เขาชนะการแข่งขันทั้งในออสเตรเลีย สเปน และสาธารณรัฐเชค อาพริเลียยังทำตำแหน่งโพล โพซิชั่น (Pole Positions) ได้ 8 ครั้งและทำเวลาต่อรอบเร็วที่สุดอีก 9 รอบ อาพริเลียยังได้เปิดตัว รุ่น 500 ซีซี โดย เรจีอานี ซึ่งขี่อาพริเลีย 2 กระบอกสูบที่แสนจะปราดเปรียว นับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เป็นทางเลือกนอกเหนือไปจากอาพริเลียรุ่นดั้งเดิม.

 

ในฤดูกาลปี 1995 ไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้ง บิอาจี้ และอาพริเลียได้อีกแล้ว โดยแม็กซ์ บิอาจี้เดินหน้ากวาดรางวัลจากมาเลเซีย เยอรมนี อิตาลี ฮอลแลนด์ สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเชค อาร์เจนตินา และยุโรป และช่วยให้เขาได้ครองตำแหน่งแชมป์โลก และ อาพริเลียได้แชมป์ผู้ผลิตเป็นครั้งแรก ในขณะที่ซาคะตะ ไม่สามารถสร้างผลงานในรุ่น 125 ซีซีได้ยอดเยี่ยมเหมือนเดิมได้ เมื่อจบฤดูกาลจึงได้อันดับที่ 2 เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น อาพริเลีย ก็คว้ารางวัลได้ถึง 3 ครั้ง ทั้งที่สหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐเชคในฐานะแชมป์โลก และครั้งที่ 3 ที่ประเทศบราซิลจาก มาซากิ โทคุโดเมะ (Masaki Tokudome) ส่วนในรุ่น 500 ซีซี 2 กระบอกสูบก็ทำอันดับได้ดีมากพอที่ทำให้เรจีอานีเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 10 เหนือคู่แข่ง ประเภท 4 กระบอกสูบ.

Top

'96 - 2000

ในปี 1996 แมกซ์ บิอาจี้กลายเป็นแชมป์โลก 3 สมัย เมื่อกวาดชัยชนะตั้งแต่ที่มาเลเซีย ญี่ปุ่น สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเชค คาตาโลเนีย และออสเตรเลีย ส่งผลให้ บิอาจี้ ได้ครองแชมป์โลก 3 สมัยติดต่อกัน และอาพริเลียได้ครองแชมป์ทีมผู้ผลิตจากชัยชนะของโทคุโดเมะ (Tokudome) ในอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เยอรมนีและซานมาริโน เปรูจินี (Perugini) ในมาเลเซียและสหราชอาณาจักร และนักแข่งอายุน้อยอย่าง วาเลนตีโน รอสซี (Valentino Rossi) จากสนามในสาธารณรัฐเชค และ โอเทิล (Oettl) ในอิตาลี และจากแกรี่ แมคคอย (Gary McCoy) ในออสเตรเลีย.

 

ในปี 1997 อาพริเลียชนะรางวัลเวิลด์ แชมเปียนชิพอีก 2 รายการคือรางวัลผู้ขับขี่และผู้ผลิตในรุ่น 125 ซีซี วาเลนตีโน รอสซี (Valentino Rossi) ซึ่งมักจะใส่เสื้อผ้าสีนีออนลงแข่งขันนั้น ครองสนามในรุ่นเล็ก โดยการกวาดชัยชนะ 11 รายการจากการลงแข่งขัน 15 รายการ ในมาเลเซีย สเปน อิตาลี ออสเตรีย ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ ซาน มาริโน เยอรมนี บราซิล สหราชอาณาจักร คาตาโลเนีย และอินโดนีเซีย
ปี 1998 เป็นฤดูกาลแห่งชัยชนะของอาพริเลียที่กวาดชัยชนะในรุ่น 250 ซีซี ถึง 13 รางวัลจากการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ทั้งหมด 14 รายการ พลาดไปแค่ในการแข่งขันที่ญี่ปุ่นเท่านั้น โลริส คาปิรอสซี (Loris Capirossi) ได้แชมป์ Rider championship ความเหนือชั้นของอาพริเลีย 250 นั้นเป็นที่โดดเด่นมากจนกระทั่งนักแข่งของอาพริเลียได้ครอบครองโพเดียมทั้ง 3 อันดับถึง 4 ครั้งด้วยกัน นอกจากนี้ อาพริเลียยังได้รับตำแหน่งแชมป์ผู้ผลิตของโลกในรุ่น 250 ซีซี โดยทิ้งห่างอันดับต่อมาเป็นอย่างมาก ในรุ่น 125 ซีซี คาซึโตะ ซาคาคะ คว้ารางวัลแชมเปียนชิพ จากการเป็นผู้นำในการแข่งขันที่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน และญี่ปุ่น

 

ปี 1999 เป็นปีทองของ วาเลนตีโน รอสซี โดยชนะในรายการ 250 ซีซีจากการขี่จักรยานยนต์ 2 กระบอกสูบที่ยอดเยี่ยมรุ่น อาพริเลีย RSW ทำให้เขาได้รับชัยชนะถึง 9 ครั้งด้วยกัน นอกเหนือจากรอสซีแล้ว “ลูกค้า” ของอาพริเลียก็ยังทำผลงานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นแบทไทนี่ (Battaini) วอลด์แมนน์ (Waldmann) แมควิลเลียมส์ (McWilliams) และ ลูคคี (Lucchi) นักบิดเหล่านี้เป็นผู้ที่ทำให้อาพริเลียได้ตำแหน่งแชมป์ผู้ผลิต 2 ปีซ้อน มอเตอร์ไซด์รุ่น 500 ซีซี 2 สูบนั้นได้ฉายแววโดดเด่นที่การแข่งขันที่ดอนนิงทัน (Donington) เมื่อฮาราดะ (Harada) เกือบได้รับชัยชนะต่อจากโพเดียมที่ พอล ริคาร์ (Paul Ricard) ครองและเป็นอันดับที่ 4 จากสนามในมูเจลโล (Mugello) (ซึ่งได้โพล โพซิชั่น) และใน คาตาโลเนีย ปี 1999 ยังเป็นปีที่อาพริเลียเปิดตัวใน บีเอสเค แชมเปียนชิพ (SBK championship) ด้วย รุ่น RSV Mille ระบบ 2 กระบอกสูบ นับเป็นครั้งแรกที่บริษัทจากเมืองเวเนโตได้เข้าร่วมการแข่งขันจักรยานยนต์รุ่น 4 สโตรก

Top

2000 - 2005

ช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2000 เมื่ออาพริเลียได้เข้าร่วมการแข่งขัน ซุปเปอร์ไบค์ (Superbike) ฐานะทีมอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาพริเลียก็ได้สร้างความตื่นตะลึงเมื่อ ทรอย คอร์เซอร์ (Troy Corser) คว้าชัยชนะ 5 ครั้งและซุปเปอร์โพล (Superpole) 4 ครั้ง พลาดเพียงแค่การครองแชมป์รายการเท่านั้น ส่วนในการแข่งขันเวิลด์ มอเตอร์ไซเคิล เรสซิง แชมเปียนชิพก็ยังคงกวาดชัยชนะอย่างต่อเนื่องโดยโรแบร์โต โลคาเทลลี (Roberto Locatelli) ได้ครองตำแหน่งแชมป์โลก รุ่น 125 ซีซี ถือเป็นรางวัลระดับโลกรายการที่ 15 ในประวัติศาสตร์ของ อาพริเลีย.

 

ในปี 2001 SBK สร้างผลงานเป็นที่น่าพอใจโดยกำชัยชนะ 3 รายการ ( 2 รายการจากคอร์เซอร์ (Corser) และ 1 รายการจากลาโคนี (Laconi) ) ครองโพเดียม 8 ครั้งและซุปเปอร์โพล 3 ครั้ง ปีนี้เป็นปีที่การแข่งขันเวิลด์ มอเตอร์ไซเคิล เรสซิง แชมเปียนชิพ และอาพริเลียสามารถคว้าแชมป์ 5 รางวัลในรุ่น 250 ซีซี แต่ได้ 2 รางวัลจากรุ่น 125 ซีซี (ผลงานของเชคคิเนลโล (Cecchinello) ที่ คาตาโลเนีย และ ซานนา (Sanna) ที่เยอรมนี).

 

ในปี 2002 อาพริเลียพร้อมคืนสนามอีกครั้งและช่วงชิงชัยชนะจากการแข่งขันเวิลด์ มอเตอร์ไซเคิล เรสซิง แชมเปียนชิพ 4 รางวัลรวด ได้แก่ รางวัลแชมป์ผู้ผลิต 2 รายการในรุ่น 125 ซีซี และ 250 ซีซี และรางวัลนักขี่ 2 รายการในรุ่น 250 ซีซี จากมาร์โก เมลานดรี (Marco Melandri) และรุ่น 125 ซีซี จากอาโนลด์ แว็งซองต์ (Arnaud Vincent) อาพริเลียรุ่นความจุถังน้ำมัน 8 ลิตร คว้าชัยชนะ 8 ครั้งจากการแข่งขัน 16 รายการ และแสดงผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่น 250 ซีซี รุ่นความจุถังน้ำมัน 4 ลิตรจากโนอาเลก็พิชิตชัยชนะ 14 ครั้งจากการแข่งขัน 16 รายการ ปี 2002 นี้นับว่าเป็นปีของ รุ่น RS Cube 3 กระบอกสูบ ซึ่งอาพริเลียเปิดตัวในเรจินา โมโตจีพี คลาส (regina MotoGP class)

 

ในปี 2002 อาพริเลียพร้อมคืนสนามอีกครั้งและช่วงชิงชัยชนะจากการแข่งขันเวิลด์ มอเตอร์ไซเคิล เรสซิง แชมเปียนชิพ 4 รางวัลรวด ได้แก่ รางวัลแชมป์ผู้ผลิต 2 รายการในรุ่น 125 ซีซี และ 250 ซีซี และรางวัลนักขี่ 2 รายการในรุ่น 250 ซีซี จากมาร์โก เมลานดรี (Marco Melandri) และรุ่น 125 ซีซี จากอาโนลด์ แว็งซองต์ (Arnaud Vincent) อาพริเลียรุ่นความจุถังน้ำมัน 8 ลิตร คว้าชัยชนะ 8 ครั้งจากการแข่งขัน 16 รายการ และแสดงผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่น 250 ซีซี รุ่นความจุถังน้ำมัน 4 ลิตรจากโนอาเลก็พิชิตชัยชนะ 14 ครั้งจากการแข่งขัน 16 รายการ ปี 2002 นี้นับว่าเป็นปีของ รุ่น RS Cube 3 กระบอกสูบ ซึ่งอาพริเลียเปิดตัวในเรจินา โมโตจีพี คลาส (regina MotoGP class)

 

ปี 2003 อาพริเลียชนะ 3 รายการคือ แชมป์ผู้ผลิตรุ่น 125 ซีซี (ชนะ 10 รายการ) ประเภทนักขับรุ่น 250 ซีซี (มานูเอล พอจิอาลี (Manuel Poggiali) ผู้โด่งดังเมื่อคว้ารางวัลแชมเปี้ยนชิปในการแข่งเปิดตัวครั้งแรก) และแชมป์ผู้ผลิตรุ่น 250 ซีซี (จากการกวาดชัยชนะ 14 รายการ) การแข่งขันโมโตจีพีฤดูกาลนี้กลับมีปัญหาเพราะรถรุ่น RS Cube ที่ถึงแม้จะเปิดตัวได้ดีภายใต้การขับขี่ของ คอลิน เอ็ดเวิร์ด (Colin Edwards) และโนริ ฮากะ (Nori Haga) ทำเวลาได้รวดเร็วที่สุดในการแข่งขัน เฟรนช์จีพี (French GP) และสร้างผลงานน่าชื่นชม แต่ต้องพบกับช่วงเวลาที่มืดมนที่สถานการณ์เริ่มจะดีขึ้นในช่วงปลายฤดูกาล

 

ปี 2004 และ 2005 เป็น 2 ฤดูกาลของการเปลี่ยนแปลง อาพริเลียกลับเข้าแข่ง ออฟโรด (off-road) อีกครั้ง โนอาเล เรสซิ่ง ดิวิชั่นได้ทุ่มเทความสามารถในการลงแข่ง โมโตครอส เอ็นดูโร่ และ ซุปเปอร์โมตาร์ด การปฏิวัติอาพริเลียรุ่น 2 กระบอกสูบนี้ทำให้เจอโรม จิโรโด (Jerome Giraudo) ได้สร้างประวัติศาสตร์ครองแชมป์โลกในรุ่น S2 และได้แชมป์ผู้ผลิตจากโมโตจีพี รุ่น 125 ซีซี

Top

2006 - 2009

หลังจากอาพริเลียได้เข้ามาอยู่ในเครือพิอาจิโอ กรุ๊ปและหลังจากการปรับเปลี่ยนแผนกรถแข่งอาพริเลียได้สร้างสถิติในปี 2006 ด้วยการคว้ารางวัลเวิลด์ แชมเปียนชิพ 6 รายการเมื่อนักบิดหนุ่มน้อยชาวสเปน ฆอร์เก้ ลอเรนโซ (Jorge Lorenzo) (ในรุ่น 250 ซีซี) และ อัลวาโร เบาติสตา (Alvaro Bautista) (ในรุ่น 125 ซีซี) ได้รับรางวัลประเภทนักขับและยังได้รับรางวัลชนะเลิศร่วมกันบนแท่นทีมผู้ผลิต
อาพริเลียวาดรางวัลเวิลด์ ซุปเปอร์โมโตอีก 2 รางวัล (S2) สร้างสถิติชนะ 4 รางวัลรวด เมื่อนักขี่ชาวฝรั่งเศส แวน เดน บอร์ช (Van Den Bosch) ได้ตำแหน่งแชมป์โลกและอาพริเลียได้แชมป์ประเภทผู้ผลิต

 

ฤดูกาลต่อมา (ปี 2007) เป็นปีแห่งการตอกย้ำความเป็นแชมป์ โดยสามารถคว้า 5 รางวัลแชมเปียนชิพ จากรางวัลทีมผู้ผลิต รุ่น 125 ซีซี และ 250 ซีซี จากชัยชนะของ โลเรนโซ (Lorenzo) ในรุ่น 250 ซีซี จากนักบิดจากฮังการี กาบอร์ ทัลมาชี (Gabor Talmacsi) ในรุ่น 125 ซีซี และรางวัลผู้ผลิตรุ่น S2 จากเวิลด์ซุปเปอร์โมโต

 

อาพริเลียกวาดรางวัลเพิ่มอีก 2 รางวัลจากรายการโมโตจีพีในปี 2008 โดยได้รับรางวัลสำหรับทีมผู้ผลิต ในรุ่น 125 ซีซี และ รุ่น 250 ซีซี นับเป็นสักขีพยานของความเป็นผู้นำของอาพริเลียในการแข่งขันรุ่นเล็กในแชมเปียนชิพ

 

การปฎิวัติวงการใกล้เข้ามาถึงและในปี 2009 โครงการที่ท้าทายที่สุดของอาพริเลียก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อ RSV4 ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของจักรยานยนต์แบบซุปเปอร์สปอร์ต พร้อมเครื่องยนตสุดทันสมัยขนาด 1000 ซีซี 4 กระบอกสูบ เครื่องยนต์รูปตัววี 60° ออกสู่ตลาด อาพริเลียเรสซิ่งก็วางแผนที่จะกลับลงแข่งขัน เวิลด์ ซุปเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ อาพริเลียเลือกให้ แมกซ์ บิอาจี้ เป็นนักขี่ ซึ่งเป็นการกลับมาสู่สนามให้กับโนอาเลอีกครั้งหลังจากที่ชนะรายการ 250 ซีซีเมื่อ 12 ปีที่แล้ว และมี ชินจา นาคาโน (Shinja Nakano) เป็นนักบิดอีกคนหนึงที่ร่วมในโครงการนี้ ในปีแรกอาพริเลียแสดงให้เห็นการพัฒนาจักรยานยนต์อย่างต่อเนื่อง และได้รับชัยชนะแรกจากการแข่งขันที่ เบอรโน (Brno) การครองโพเดียมเพิ่มอีก 8 รายการ เป็นเครื่องยืนยันในคุณภาพของโครงการและทักษะของนักขี่ แชมป์รายการโลกอีก 3 รายการจากโมโตจีพีได้มาจากฝีมือนักบิดชาวสเปน ฆูเลียน ซิมอน (Julian Simon) และชนะรางวัลของผู้ผลิตรุ่น 125 ซีซีและ 250 ซีซี ในปี 2009 เราได้เห็นผลการแข่งขันรายการแรกๆของ RXV 4.5 2 กระบอกสูบ ซึ่งเป็นรุ่นที่อาพริเลียใช้ในการแข่งขันแรลลี่ จากการแข่งขันฟาโรห์แรลลี่ที่เปาโล เซซิ (Paolo Ceci) คว้าชัยชนะในรุ่น 450 ซีซี และอาพริเลียได้ครองอันดับที่สี่เมื่อจบฤดูกาลโดยต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่า การแข่งขันนี้จึงนับเป็นฉากเริ่มต้นของการใช้ Aprilia RXV 4.5 ในการแข่งขันดาการ์ในปี 2010

Top

ปี 2010

ในการแข่งประเภทออฟโรดที่โด่งดังและโหดร้ายที่สุด Aprilia RXV ได้ตำแหน่งอันดับ 3 อย่างไม่น่าเชื่อจากชิเลียน ฟรานซิสโก โลเปซ (Chilean Francisco Lopez) (ผู้ชนะการแข่งขัน 3 รอบ) และเป็นผู้นำในรุ่น 450 ซีซี SP จากเปาโล เซซิ (Paolo Ceci)

 

ในปี 2010 อาพริเลียสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซใน WSBK โดย Aprilia Alitalia RSV4 และแมกซ์ บิอากี้ ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆได้อย่างรวดเร็วหลังจากเริ่มต้นฤดูกาลด้วยความตั้งที่จะสืบต่อความสำเร็จที่อยู่ในขาขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยได้รับชัยชนะ 2 รายการทั้งที่ปอร์ติเมา (Portimao) และมอนซา (Monza) เลออน คาเมียร์ (Leon Camier) นักแข่งหนุ่มชาวอังกฤษก็ได้ขึ้นยืนบนโพเดียมข้างกับบิอากี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนในการทำให้อาพริเลียก้าวขี้นเป็นผู้นำประเภทผู้ผลิต

 

ชัยชนะที่สนามมิลเลอร์ เรซเวย์ (Miller Raceway) ที่สหรัฐอเมริกาทำให้บิอากี้เตรียมก้าวขึ้นแท่นรางวัล แต่ก็ไม่ได้ทำให้แชมป์โลก 4 ปีซ้อนรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด ซ้ำยังเอาชนะได้อีก 2 ครั้งรวดที่มิซาโน (Misano) และเบอร์โน (Brno) มีเพียงฮาสลาม (Haslam) นักแข่งชาวอังกฤษที่พยายามแข่งขันกับความสำเร็จของ แมกซ์ และอาพริเลียคันสีแดง ขาวและเขียวของเขา ซึ่งส่งผลให้อลิตาเลีย “อา” กลายเป็นสุดยอดของการแข่งขันจักรยานยนต์ แม้ว่าการแข่งขันจบลงที่อิโมลา (Imola)

 

แมกซ์ บิอากี้เป็นแชมป์เวิลด์ SBK (World SBK Champion) เขาเป็นชาวอิตาลีคนแรกที่ได้รับช่อมะกอกอันทรงเกียรติที่ในประวัติศาสตร์ของซุปเปอร์ไบค์ และช่วยทำให้อาพริเลียได้รับรางวัลผู้ผลิตจักรยานยนต์ระดับโลก

Top

ปี 2011

อาพริเลียสร้างสถิติที่แข่งแกร่งในฐานะผู้ผลิตที่ได้รับชัยชนะมากที่สุดในบรรดาผู้ผลิตจากอิตาลีและยุโรปที่เข้าร่วมแข่งขันโมโตจีพี โดยคว้าชัยชนะจากรายการกรังด์ปรีซ์ 294 รายการ (151 รายการในรุ่น 125 ซีซี และ 143 รายการในรุ่น 250ซีซี) และ รางวัลแชมเปียนชิพ 38 รางวัล (รางวัลผู้ผลิต 19 รางวัลและรางวัลนักขับ 19 รางวัล) อาพริเลียได้รางวัลผู้ผลิตในปี 2011 ในรุ่น 125 ซีซีในขณะที่การแข่งขันแชมเปียนชิพยังเหลืออีก 4 สนาม และหลังการลงแข่งในสนามสุดท้ายที่ บาเลนเซีย เซอร์กิต นักแข่งหนุ่มชาวสเปนของอาพริเลีย นิโก เตโรล (Nico Terol) ก็ได้ครองถ้วยรางวัล เวิลด์ แชมเปียนชิพ ปี 2011 ในรุ่น 125 ซีซี ในการแข่งขันเวิลด์ ซุปเปอร์ไบค์ ปี 2011 ปิดฉากลงโดย แมกซ์ บิอากี้อยู่ในอันดับ 3 และได้ชัยชนะรวมทั้งหมดจาก 2 สนาม และ 12 โพเดียม ด้วยผลการแข่งขันนี้เอง ประกอบกับผลงานจากเพื่อนร่วมทีมเลออน คาเมียร์ (Leon Camier) ที่คว้า 4 โพเดียม ทำให้อาพริเลีย อลิตาเลีย เรสซิง จึงได้ขึ้นมาเป็นอันดับทีมผู้ผลิตอันดับ 3
อาพริเลีย เรสซิงชนะรางวัล ซุปเปอร์โมโต S1 เวิลด์ แชมเปียนชิพ (Supermoto S1 World Championship) แชมป์ทีมผู้ผลิตและนักบิดได้รางวัลจากการแข่งขันสนามสุดท้าย เมื่อเอเดรียน ชาร์เรร์ (Adrien Chareyre) นักบิดจากทีมฟาสต์วีลส์ (FastWheels Team) ขี่อาพริเลีย 4.5 ชนะรายการเฟรนช์จีพี (French GP)

Top

ปี 2012

SBK ฤดูกาล 2012 เป็นฉากของความสำเร็จเมื่อ แมกซ์ บิอากี้เปิดสนามได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าชัยชนะรอบเปิดสนามที่ออสเตรเลีย แมกซ์ครองตำแหน่งผู้นำเกือบตลอดทั้งรายการแชมเปียนชิพ นอกจากตกลงไปอยู่อันดับที่ 2 หลังจากการแข่งขันที่มอสโคว แต่ในรอบต่อมาเขาก็กลับมาเป็นผู้นำและกำชัยชนะได้ที่สนามเนือร์บูร์ก-ริง (Nürburgring) ในวันแห่งประวัติศาสตร์ของอาพริเลีย นั่นคือจักรยานยนต์รุ่น RSV4 ครองทั้ง 3 โพเดียมในเรซที่ 1 (สมาชิกทีมได้แก่ ยูจีน ลาเวอร์ตี้ (Eugene Laverty) แชซ ดาวีส์ (Chaz Davies) ที่ขี่ปาร์กินโก อาพริเลีย (ParkinGo Aprilia) และแมกซ์) และในเรซที่ 2 ดาวีส์คว้าชัยชนะเหนือลาเวอร์ตี้ที่มาเป็นอันดับ 2 และแมกซ์กลับมาลงสนามได้อย่างน่าตื่นเต้นอีกครั้ง.

 

ในรอบสุดท้ายที่สนามมาญีคูร์ (Magny Cours) บิอากี้ครองตำแหน่งผู้นำของแท่นนักบิดด้วยคะแนนนำได้เปรียบทอม ไซคส์ (Tom Sykes) (Kawasaki) 30.5 คะแนน นำมาร์โก เมลานดรี (Marco Melandri) (BMW) 38.5 คะแนน และทิ้งห่างคาร์โลส เชกา (Carlos Checa) (Ducati) 68.5 คะแนน ในฐานะทีมผู้ผลิต อาพริเลียจบการแข่งขันสนามสุดท้าย ด้วยการทิ้งห่างบีเอ็มดับเบิลยู 28.5 คะแนน ดูคาติ 47.5 คะแนน คาวาซากิ 66 คะแนน ฮอนดา 152 คะแนน และซูซุกิ 292 คะแนน

 

ด้วยสภาพอากาศที่ย่ำแย่ แมกซ์ประสบปัญหาเมื่อเขาออกสตาร์ทในลำดับที่ 10 ในการแข่งขันครั้งสุดท้าย ในเรซที่ 1 แมกซ์ประสบอุบัติเหตุลื่นไถลและทำให้ต้องออกจากการแข่งขันเมื่อแข่งไปได้เพียงไม่กี่รอบ ไซคส์ (เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3) เมลานดรี (ลำดับที่ 2) เบียดอันดับขึ้นมาอย่างน่ากลัว ตำแหน่งเวิลด์ แชมเปียนชิพนั้นต้องช่วงชิงกันถึงช่วงโค้งสุดท้าย ในสนามสุดท้าย แมกซ์ตกไปอยู่อันดับที่ 5 แต่ยังได้เปรียบไซคส์อยู่เล็กน้อย จึงสามารถครองแชมป์ซุปเปอร์ไบค์เวิลด์เป็นสมัยที่ 2 และอาพริเลียได้ครองตำแหน่ง World Manufacturer SBK champion

Top

ปี 2013

หลังจากครอบครองตำแหน่งผู้นำมาตลอดฤดูกาลตั้งแต่สนามฟิลลิป ไอส์แลนด์ (Phillip Island) ที่อาพริเลียได้ครองโพเดียมถึง 5 ใน 6 ครั้ง และได้ครองตำแหน่ง World Superbike Manufacturer World Champion ประจำปี 2013
ด้วยรางวัลที่อาพริเลียครอบครอง ทำให้ธงชาติอิตาลีโบกสะบัดการแข่งขันจักรยานยนต์ระดับโลกในฤดูกาลนี้...
ด้วยชัยชนะ 10 ครั้ง (9 ครั้งจาก ลาเวอร์ตี้ (Laverty) และ 1 ครั้งจากกินโทลี (Guintoli)) และขึ้นโพเดียวทั้งหมด 26 ครั้ง ผู้ผลิตทีมจากอิตาลีมี 550 คะแนน นำคาวาซากิ ที่มี 501 คะแนน ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู มี 443 คะแนน ซูซุกิ 243 คะแนน ฮอนดา 236 คะแนน ดูคาติ 185 คะแนน และยามาฮา 8 คะแนน นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างเด็ดขาดถึงสมรรถนะที่เหนือกว่าของอาพริเลีย 4 กระบอกสูบ
ประสิทธิภาพในการแข่งขันของ RSV4 ยังเห็นได้จากผลคะแนนทีมรวมที่ได้ 3 โพเดียม 2 โพเดียมจากจุยกลีอาโน (Giugliano) และอีก 1 จาก ฟาบริซิโอ (Fabrizio) และโพล โพซิชัน 1 ครั้ง

Top

ปี 2014

การแข่งขันเวิลด์ ซุปเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิปในปี 2014 จบลงด้วยชัยชนะของอาพริเลียได้ทั้งรางวัลนักขี่จากนักบิดชาวฝรั่งเศส ซิลแว็ง แก็งโทลี (Sylvain Guintoli) และรางวัลผู้ผลิตจาก Aprilia RSV4

 

เอสบีเค ฤดูกาล 2014 เป็นฤดูกาลที่น่าตื่นเต้นและยังเป็นฤดูกาลของการกลับมาที่เยี่ยมยอดของแก็งโทลีและอาพริเลียที่สามารถเอาชนะทอม ไซคส์ที่ขี่คาวาซากิได้ โดยช่วงกลางฤดูกาล ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเอาเบียดเขาลงจากอันดับ 1 ได้ แต่หลังจากที่นักขี่ของอาพริเลียทั้งซิลแว็ง แก็งโทลีและมาร์โก เมลันดรีเริ่มชนะติดต่อกันได้โดยเริ่มจากเบียดคาวาซากิจนสามารถได้คว้ารางวัลผู้ผลิตมาได้ จนมาถึงการแข่งขันตัดสินแชมป์ครั้งสุดท้ายที่การ์ต้าเมื่อนักบิดชาวฝรั่งเศสไล่ตามผู้นำอยู่เพียงแค่ 12 คะแนนเท่านั้น

 

ที่สนามโลเซล (Losail) ซิลแว็ง แก็งโทลีกลับมาอย่างสวยงามจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ซุปเปอร์ไบค์ และหลังจากชัยชนะอันยอดเยี่ยม 2 ครั้งในการแข่งขันช่วงกลางคืนเป็นเวลา 2 คืนบนสนามแข่งในทะเลทราย แก็งโทลีก็สามารถกลับมาเอาชนะทอม ไซคส์ คว้าตำแหน่งแชมป์โลกมาครองได้เป็นครั้งแรกในอาชีพ

 

อาพริเลียได้ฉลองชัยชนะครั้งที่สองหลังจากที่ได้รับรางวัลแชมป์โลกผู้ผลิต 3 ปีติดต่อกัน จึงยิ่งเป็นการยืนยันว่าความเยี่ยมยอดทางด้านเทคนิคที่ไม่มีใครเทียบเท่าของ RSV4 รถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลีที่เข้าร่วมการแข่งขันที่เยี่ยมที่สุดของโลกนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกที่ World SBK (ปี 2009) ได้รับรางวัลระดับโลก 7 รางวัล (รางวัลนักขี่ 3 รางวัล และรางวัลผู้ผลิต 4 รางวัล) การได้รับรางวัลระดับโลกครั้งนี้ (ทั้งนักขี่และผู้ผลิต) นับเป็นครั้งที่ 3 ของ Aprilia RSV4 หลังจากที่แมกซ์ บิอากี้กวาดรางวัลจากการแข่งขันในปี 2010 และ 2012

 

หลังจากการแข่งขันที่ลากูนา เซกา (Laguna Seca) ในสหรัฐอเมริกา ไซคส์ (คาวาซากิ) มีคะแนนนำแก็งโทลีอยู่ 44 คะแนน นับเป็นช่องว่างที่ใหญ่เพราะเหลือการแข่งขันเพียงแค่ 3 รอบในฤดูกาลนี้เท่านั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งรถ RSV4 และนักขี่ต่างระเบิดฟอร์มกลับมาอย่างต่อเนื่อง ที่สนามเฆเรซ (Jerez) และมาญี คูร์ (Magny Cours) อาพริเลียเป็นผู้นำการแข่งขันโดยสามารถเอาชนะได้ 3 ครั้งจากเมลันดรี (แก็งโตลีเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 ทั้ง 2 ครั้ง) และ 1 ครั้งจากแก็งโทลี (เมลันดรีเข้าเป็นอันดับสอง) นับเป็นคำแนนสำคัญที่ช่วยให้อาพริเลียเก็บคะแนนได้ทันและเอาชนะคาวาซากิคว้ารางวัลผู้ผลิต (Manufacturer World Championship) และแก็งโทลีเข้าแข่งขันที่การ์ต้าโดยมีคะแนนตามไซคส์เพียงแค่ 12 คะแนนเท่านั้น

Top

2015

ในฤดูกาล 2015 อาพริเลียกลับมาลงแข่ง MotoGP หนึ่งปีก่อนหน้าประกาศที่ออกมาก่อนหน้านี้ ที่จริงแล้ว จุดประสงค์ของกลยุทธ์ของกลุ่มพิอาจิโอ กรุ๊ปที่ต้องการให้อาพริเลียเป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำก็เพื่อให้สามารถตอบสนองการแข่งขันที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเน้นความสามารถด้านเทคนิคและองค์กรของอาอาพริเลีย เรซซิ่งทั้งหมดไปที่การพัฒนาต้นแบบสำหรับรถจักรยานยนต์ประเภทท็อป ด้วยเหตุนี้ อาพริเลีย เรซซิ่งจึงจะลงสู่สนามแข่งพร้อมความร่วมมือจากสัญญาที่ทำร่วมกันกับเกรซีนี เรซซิ่ง (Gresini Racing) หลังจากทำการ "ทดลองแข่ง" เป็นเวลา 1 ฤดูกาล นักขี่ชาวสเปน อัลบาโร เบาติสต้า (Alvaro Bautista) และชเตฟาน บราเดิล (Stefan Bradl) จากเยอรมนีก็สามารถปรับตัวเข้ากับเครื่องยนต์ของ Aprilia RS-GD ได้อย่างต่อเนื่องและยังจบลงด้วยอันดับ 1 ใน 10 เป็นบางครั้งอีกด้วย

 

ผลลัพธ์ที่ได้นี้นับว่าน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่า Aprilia MotoGP ใหม่รุ่นแรกนั้นเป็นรถที่สร้างขึ้นเพื่อทำการทดสอบในห้องแล็บ พัฒนามาจากรุ่น RSV4 WSBK เป็นส่วนใหญ่ และใช้เพื่อฝึกความชำนาญและทักษะที่จำเป็นในการออกแบบต้นแบบใหม่ที่จะใช้ในการแข่งขันปี 2016 // ในขณะเดียวกัน RSV4 ก็ยืนยันสถานะอันโดดเด่นของตัวเองอีกครั้งด้วยการเป็นจักรยานยนต์ชนะเลิศในงานเวิลด์ ซุปเปอร์ไบค์ (World Superbike) ด้วยฝีมือการขับขี่ของลีออน ฮาสลาม (Leon Haslam) (สหราชอาณาจักร) และฆอร์ดี้ ตอร์เรส (Jordi Torres) น้องใหม่จากสเปน รถจักรยานยนต์ V4 จากเมืองเวเนโตจึงชนะการแข่งขัน 3 ครั้งและขึ้นโพเดียมอีก 10 ครั้ง นับเป็นการตอกย้ำถึงความสามารถในการแข่งได้เป็นอย่างดี การขึ้นโพเดียมอีกครั้งที่สำคัญ (ครั้งที่ 11 ในปี 2015) เป็นผลงานของแมกซ์ บิอากี้ผู้ซึ่งมีอายุ 44 ปีและนับเป็นเวลา 3 ปีหลังประกาศเลิกแข่ง โดยเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 ในการแข่งขันที่เซปัง (Sepang) ในมาเลเซียหลังจากปรากฎตัวในฐานะผู้เล่นไวด์การ์ดเป็นครั้งที่ 2 (หลังจากแข่งขันที่มิซาโน) // การแข่งขันรอบสุดท้ายของ Superstock 1000 FIM Cup ส่งผลให้อาพริเลียและลอเรนโซ ซาวาโดรี (Lorenzo Savadori) ชนะเป็นแชมป์ของปี 2015 หลังจากเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ถึง 4 ครั้งและขึ้นโพเดียม 3 ครั้งจากการแข่งขัน 8 รอบของฤดูกาลนั้น อาพริเลียยังเหนือกว่าแบรนด์อื่นด้วยการเอาชนะรางวัลผู้ผลิตไปได้ด้วยคะแนน 176 คะแนน นำ BMW 34 คะแนน ดูคาติ 39 คะแนน ยามาฮ่า 64 คะแนน และคาวาซากิ 118 คะแนน

Top

ปี 2016

Aprilia RS-GP เปิดตัวครั้งแรกในฤดูกาลแข่งขันแชมเปี้ยนชิปฤดูกาลนี้ โดยเป็นรถจักรยานยนต์ MotoGP รุ่นแรกที่ออกแบบและประกอบทั้งหมดโดยแผนกรถแข่งของอิตาลี โดยเริ่มจากเครื่อง V4 แบบ "narrow" ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นไพ่ใบสำคัญของอาพริเลีย นักขี่ทั้งสองคนคืออัลบาโร เบาติสต้า และชเตฟาน บราเดิลมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องโดยแข่งจบรอบไปทั้งหมด 26 รอบ พร้อมมีคะแนนจากการแข่งขัน 18 ครั้งในปฏิทินโมโตจีพี ส่งผลให้จะสามารถนำทีมอาพริเลียขึ้นสู่อันดับ 7 เมื่อจบฤดูกาลได้

 

ในเวิลด์ ซุปเปอร์ไบค์ เครื่องยนต์ RSV4 ถูกใช้ในทีมลูก (นักขี่คืออเล็กซ์ เดอ แองเจลิส (Alex de Angelis) และลอเรนโซ ซาวาโดรีที่ลงแข่ง WSBK เป็นครั้งแรก) และเครื่องยนต์ RSV4 ยังคงแสดงให้เห็นคุณค่าของเครื่องยนต์รุ่นนี้ในการแข่งขัน ในการแข่งขันโมโตอเมริกา (MotoAmerica) เคลาดิโอ คอร์ติ (Claudio Corti) และทีม HSBK (แข่งขันใน Superstock 1000) ก้าวขึ้นโพเดียมหลายครั้งและยังมากกว่าซุปเปอร์ไบค์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าด้วย ในการแข่งขัน Superstock 1000 FIM Cup เควิน คาเลีย (Kevin Calia) จบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 โดยจบรอบพร้อมคะแนน 7 ครั้ง (ขึ้นโพเดียม 2 ครั้ง) จากการแข่งขันที่จัดขึ้นทั้งหมด 8 ครั้ง

Top